ขบวนแห่ครัวตาน วัดปงสนุกใต้ ต.เวียงเหนือ อ.เมือง ลำปาง เอื้อเฟื้อภาพโดย คุณอนุกูล ศิริพันธุ์

Saturday, December 9, 2006

ชาวมุสลิมในลำปาง (1)


ภาพหมู่ถ่ายหน้ามัสยิดอัลฟลาฮ ไม่ทราบปีที่ถ่าย
[ที่มา : มัสยิดอัลฟลาฮฺ]

อิสลาม มีรากศัพท์ คือ สิลมฺ และ สลาม ซึ่งหมายถึง สันติภาพ[1] ขณะที่มุสลิม แปลว่าผู้ที่ยอมจำนวนต่อพระอัลลอฮ์ ว่ากันว่าศาสนาอิสลามและวิถีปฏิบัติของมุสลิมนั้นแทบจะแยกจากกันไม่ออก ฉะนั้นการที่จะทำความรู้ความเข้าใจพี่น้องมุสลิมลำปางก็คงต้องไม่ละเลยความละเอียดอ่อนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แม้ ศาสนาอิสลาม จะถือกำเนิดในบริเวณตะวันออกกลาง โดยมีท่านนบีมุฮัมมัด เป็นพระศาสดา แต่ก็มีมุสลิมที่รับความเชื่อดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วโลก

ขณะที่พุทธศาสนานับปฏิทิน เริ่มต้นพุทธศักราชที่ 1 เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แต่ศาสนาอิสลามนับตั้งแต่ การอพยพ(ฮิจญ์เราะห์)จาก มักกะฮ์ เมื่อ พ.ศ.1165[2] ศาสนาอิสลาม เคยเป็นแหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่สาขาหนึ่งของโลก(ที่ได้รับการสืบทอดจากอารยธรรมเก่าแก่ของโลกและประยุกต์มาเป็นของตนเอง)

ตัวอย่างสำคัญก็คือ เลขอารบิค วิชาคณิตศาสตร์ วิชาดาราศาสตร์ วิชาคำนวณต่างๆ วิชาสถาปัตยกรรม(ล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาร์คโค้งในงานสถาปัตยกรรมไทยนั้น น่าจะได้เทคโนโลยีจากมุสลิมที่มีบทบาทในราชสำนักอยุธยา มากกว่าจะมาจากฝรั่งเศสด้วยซ้ำ) ทำให้ศาสนาอิสลามมีระบบความคิด ความเชื่อเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันศาสนาอิสลามถูกมองด้วยอคติหลายๆชั้น จนอาจกลายเป็นกำแพงสร้างความเข้าใจผิดระหว่างกันได้

หากไม่นับอาณาจักรปัตตานีแล้ว ชาวมุสลิมได้เข้ามาสยามประเทศตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีการค้นพบหลักฐานติดต่อจาก พระเจ้าไซนูล อาบีดีน แห่งประเทศแคชมีร์[3] แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการเข้ามาของมุสลิมกับล้านนาประเทศ(แน่นอนว่าการติดต่อกับวัฒนธรรมอิสลามก็นำความเปลี่ยนทางศิลปะและเทคโนโลยีสำคัญให้แก่กรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งความมั่งคั่งรุ่มรวยนี้เองอาจเป็นสิ่งที่ล้านนาประเทศขาดไป)



มัสยิดอัลฟลาฮฺ หน้าวัดศรีชุม ต.หัวเวียง อ.เมือง ลำปาง


วิถีชีวิตมุสลิม
การจะทำความรู้จักในเชิงลึกต้องใช้เวลา ในที่นี้จึงขอปูพื้นฐานให้ทราบถึงหลัก ก่อนจะเข้าถึงโลกมุสลิมในแง่มุมอื่นๆ
หลักอิสลาม 5 ประการ[4] คือ
1)การปฏิญานตนว่า ข้าขอปฏิญาณตนว่า จะไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์
2)การละหมาด วันละ 5 เวลา อันถือเป็นเสาหลักของศาสนา
3)การถือศีลอด ถือเป็นการเว้นการกิน ดื่ม มีเพศสัมพันธ์ เว้นกระทำสิ่งต้องห้าม และไร้สาระ ตั้งแต่อรุณรุ่งจนตะวันลับขอบฟ้า
4)การจ่ายซะกาต การบริจาคเงินภาคบังคับ 2.5%ของเงินออม
5)การไปทำฮัจญ์ ที่มักกะฮ์(เมกกะ)ประเทศซาอุดิอาระเบีย

หลักศรัทธา 6 ประการ[5] คือ
1)ศรัทธาว่าอัลลอฮ์ เป็นพระเจ้า
2)ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์(ทูตของพระองค์)
3)ศรัทธาในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ได้แก่ คัมภีร์อัลกุรอ่าน
4)ศรัทธาในบรรดารอซูล(ผู้รับสารผู้รับคำสั่ง)
5)ศรัทธาในวันสิ้นโลก(อาคิเราะฮ์)
6)ศรัทธาในกฏการกำหนดสภาวการณ์

การแต่งกาย[6] มีมาตรฐาน สำหรับฮิญาบ คือ
1)เอาเราะฮ หรือขอบเขตของร่ายกาย(เฉพาะผู้หญิงข้อแรก หลังจากนี้รวมไปถึงทั้งหญิงและชาย)
2)ชุดที่สวมใส่ต้องหลวมและต้องไม่เปิดเผยให้เห็นรูปร่าง
3)ชุดที่สวมใส่ต้องไม่บางเบาจนมองทะลุผ่านได้
4)ชุดที่สวมใส่ต้องไม่งามหรือมีเสน่ห์จนเป็นที่ดึงดูดใจเพศตรงข้าม
5)ชุดที่สวมใส่ต้องไม่คล้ายคลึงกับเพศตรงข้าม
6)ชุดที่สวมใส่ต้องไม่คล้ายคลึงกับของผู้ปฏิเสธ พวกเขาจะต้องไม่สวมชุดเอกลักษณ์เฉพาะ หรือสัญลักษณ์ในศาสนาของบรรดาผู้ปฏิเสธ(ศาสนาอิสลาม-ผู้เรียบเรียง)

อาหารการกิน[7] มีสิ่งต้องห้ามหลายประการ ได้แก่
1)สิ่งมึนเมา หรือสิ่งที่ทำให้ขาดสติทุกชนิด
2)เนื้อหมู
3)เลือด
4)เนื้อของสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติ
5)เนื้อของสัตว์ที่ถูกทุบตาย ถูกรัดคอ หรือตกจากที่สูงตาย
6)เนื้อของสัตว์ที่ใช้กรงเล็บหรือเขี้ยวจับสัตว์กินเป็นอาหาร
7)เนื้อของสัตว์ที่ถูกสัตว์แทะ หรือฉีกกิน
8)เนื้อสัตว์หรืออาหารที่ใช้บูชาผีสาง หรือเทพเจ้าอื่นๆ
9)เนื้อสัตว์ที่ถูกเชือดโดยมิได้กล่าวนามของอัลลอฮ์ ดังนั้นอาหารฮาลาล ที่มีความหมายว่า อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติ ตามบัญญัติตามศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้ จึงถือเป็นความสะดวกหนึ่งของพี่น้องมุสลิมที่จะเลือกบริโภคได้ด้วยความสบายใจ

ระบบธนาคารอิสลาม[8] ที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีปฏิบัติของชาวมุสิลม ซึ่งมีหลักการดังนี้
1)ดอกเบี้ยจะกีดกันไม่ให้ได้รับความจำเริญจากอัลลอฮ
2)ประณามดอกเบี้ยว่า เป็นสิ่งที่พรากเอาไปจากทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างไม่ถูกต้อง
3)ให้มุสลิมอยู่ห่างจากดอกเบี้ยเพื่อประโยชน์แห่งความดีของตัวเอง
4)ให้ความหมายที่บ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยและการค้า
5)สนับสนุนให้มุสลิมเอาเฉพาะเงินต้นคืน อีกทั้งให้ยกหนี้หากลูกหนี้ไม่สามารถใช้หนี้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ผู้เรียบเรียงใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เนตเสียมาก ฉะนั้นความรู้เบื้องต้นดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงข้อมูลตั้งต้น กราบขออภัยพี่น้องชาวมุสลิม หากมีการคลาดเคลื่อนโดยสาระ ในครั้งหน้า จะเน้นไปที่การอธิบายถึงความเป็นมา และชีวิตมุสลิมในลำปางต่อไป เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของพวกเราชาวลำปาง.

*เรียบเรียงจาก
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์,ชาวมุสลิมลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

อ้างอิงจาก
1. เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com
2. อ้างอิงจาก อาจารย์บรรจง บินกาซัน เว็บไซต์ http://www.thaimuslimshop.com

เชิงอรรถ
[1] 3 ประเด็นพื้นฐานที่ต้องรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[2] ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[3] ความเป็นมาของอิสลามในประเทศไทย ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[4] ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[5] ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[6] ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[7] ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549
[8] ใน เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549

ชาวจีนในลำปาง (5)

ย่านการค้าสบตุ๋ย-รถไฟนครลำปาง
[ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ]

ธุรกิจการลงทุนและตระกูลจีนที่มีชื่อเสียงในลำปาง(2)

ระลอกสอง อาจนับได้ว่าเป็นกลุ่มจีนใหม่ ที่เติบโตมาจากการขนส่งทางรถไฟ ซึ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า และพืชผลจำนวนมาก รวมไปถึงเครื่องจักรต่างๆอีกด้วย ดังนั้นบริเวณสบตุ๋ย-รถไฟ จึงมีศักยภาพสูงในการเป็นแหล่งที่ตั้งของกิจการภาคอุตสาหกรรม และศูนย์กลางการขนส่งรูปแบบใหม่ จนมีบทบาททางการค้าบดบังย่านตลาดจีนแต่เดิมไปเสีย แต่ในช่วงเวลานี้ไปกลับมีการคุกคามชาวจีนจากนโยบายภาครัฐอย่างเข้มข้น(เนื่องจากชาวจีนมีบทบาททางเศรษฐกิจสูงอย่างยิ่งในระดับประเทศ) โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่2(พ.ศ.2484-2488) ที่ประกาศว่า ลำปาง เป็นหนึ่งในจังหวัดเขตหวงห้าม เป็นเขตปลอดชาวต่างด้าว(แต่อาจจะยกเว้นในกรณีที่ได้สัญชาติไทย) และชาวจีนนับพันต้องอพยพเคลื่อนย้าย ในพ.ศ.2486[1] แต่อย่างไรก็ตาม ชาวจีนทั้งหลายก็ได้ผสมกลมกลืน ถือว่าตัวเองเป็นชาวลำปางอย่างภาคภูมิใจเช่นเดียวกัน โดยอาจจำแนกให้เห็นกลุ่มตระกูลกับชนิดของการลงทุนประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

1. กลุ่มทุนการค้าเบ็ดเตล็ด[2]
เป็นกิจการค้าที่มีความหลากหลายในร้านค้าเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า ไม่ต้องไปหาซื้อ จากร้านอื่นๆ มีทั้งประเภทของกิน ของใช้ สินค้าเครื่องเหล็ก เครื่องยนต์ อะไหล่รถ ก็คือการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดที่เรียกกันว่า กิจการค้าของโชวห่วยนั่นเอง

ตระกูลจิวะสันติการ นายถนัด และแม่โต้ย จิวะสันติการ จากฐานเดิมที่ลำปางกลาง ย้ายไปอยู่ที่อ.เถิน เนื่องจากความเป็นเมืองชุมทางกระจายสินค้า ก่อนที่จะกลับมาค้าขายที่เก๊าจาว ในชื่อร้าน จิวแซหลี พ.ศ.2489 หลังสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งทำธุรกิจจากการเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ซึ่งขยายไปถึงเมืองลอง แพร่ เกาะคา สบปราบ เถิน อ.แม่ลาว แม่จัน จ.เชียงราย

ตระกูลจิตราทร นายเอี๋ยว จิตาทร(แซ่เจ็ง) เป็นบุตรของคหบดีใหญ่แห่งปากน้ำโพ เปิดร้าน ซุนฮะไถ่ จำหน่ายของเบ็ดเตล็ดทั้งในและต่างประเทศ มีประสบการณ์การค้าขายทางเรือมาก่อนด้วย เมื่อกิจการที่ลำปางดีก็ขยายไปเชียงราย แม่สาย และเชียงตุง

ตระกูลเธียรปัญญา นายฮุ้นชอ แซ่เธีย(เธียรปัญญา) ถือเป็นเครือข่ายกับตระกูลจิตราทร ได้แยกตัวออกมาเปิดร้านเธียรปัญญาพาณิชย์ ที่ลำปางพ.ศ.2490
ฯลฯ

2. กลุ่มทุนการเงิน - กลุ่มทุนเงินกู้เอกชน[3]
แหล่งเงินกู้ภายหลังเกิดขึ้นสืบเนื่องจาก ทางรถไฟที่ทำให้การค้าการลงทุนขยายตัว จึงมีความต้องการเงินทุน การค้าจึงไม่ใช่เป็นหลักการสะสมทุนต่อไป กลับเป็นการปล่อยเงินกู้เพื่อหากำไรจากดอกเบี้ยจนทำให้บางกลุ่มเลิกกิจการค้า แล้วปล่อยเงินกู้เพียงอย่างเดียว ขณะทีธนาคารสยามกัมมาจล(ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด)ได้มาเปิดดำเนินการ พ.ศ.2473 รวมไปถึงธนาคารอื่นๆในเวลาต่อมา ซึ่งผู้จัดการสาขามักจะเป็นฝรั่ง ฉะนั้นจึงต้องอาศัยพ่อค้าท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็น คอมปราโดร์(ตัวแทนธนาคาร) แต่อย่างไรก็ตามในระยะแรกๆนั้นธุรกิจธนาคารยังไม่เป็นที่คุ้นเคยและนิยม แหล่งเงินกู้ในท้องถิ่นจึงเป็นหนทางสำคัญในการให้กู้

กลุ่มตระกูลบุปผาเจริญ-บุปผาเจริญสุข-ดวงรัตน์ มีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวาง และสั่งสมทุนมานาน รวมไปถึงเครือข่ายตระกูลดวงรัตน์ ที่ทำกิจการโรงน้ำแข็งทองไพฑูรย์ ทั้งยังปล่อยเงินกู้เพื่อการอุปโภค บริโภค และการค้าทั่วไป ภายหลังมีการให้กู้วงเงินสูง และยังมีการลงทุนซื้อที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สินที่ดิน จนปัจจุบันมีฐานติดอันดับความมั่นคงที่สุดในท้องถิ่น

ตระกูลวงศ์ชูศรี นายเล็ก และนางฮุนเฮียง วงศ์ชูศรี เปิดร้านขายยาหน่ำแซตึ๊ง และทำโรงยาฝิ่นที่ถ.อุปราช ตลอดจนโรงงานน้ำอ้อย ที่อ.แม่ทะ และธุรกิจซื้อขายข้าวสาร และในที่สุดก็ปล่อยกู้ ในกิจการค้า หรือลงทุน ปัจจุบันขยายกิจการมาเปิด ร้านช.เภสัช บนถ.บุญวาทย์

ทั้งนี้ยังรวมไปถึงตระกูลอื่นๆอีก เช่น ตระกูลศิรินาวิน ตระกูลซิวเหยี่ยน(ศรีสมิต) ฯลฯ

3. กิจการอื่นๆ[4]
จากความสะดวกของการขนส่งทางรถไฟ ทำให้เกิดการขยายตัวของกิจการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมืองลำปางที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะการขนส่งข้าวสารจากพะเยา น่าน เชียงราย และแม่จัน จึงมีการตั้งโรงสี และโกดังขึ้น ของนายฮั้งเส็ง แห่งตระกูลตันสุวรรณ ของกลุ่มห่านยุยเส็ง ของนายยกจิว แซ่ตัน จนหลังสงครามโลกครั้งที่2 กิจการดีขึ้นจึงมีการลงทุนเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายแห่งมีลักษณะเป็นเครือข่าย ได้แก่ ตระกูลเหล่าธรรมทัศน์ ที่เชื่อมโยงกับพาน แม่จัน เชียงราย แม่เลี้ยงซิวเหยี่ยนที่เชียงราย กลุ่มคูสุวรรณที่พะเยา ฯลฯ

ในระลอกสองที่ส่วนมากเป็นจีนกลุ่มใหม่ ได้สร้างความมั่งคั่งจากรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ โดยเส้นทาง
รถไฟ ขณะที่การลงทุนก็จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก จนถึงเกิดธุรกิจเงินกู้ที่ใหญ่โตขึ้นในเวลาต่อมา ความเชี่ยวชาญทางการค้าดังกล่าวทำให้ชาวจีนในลำปางสามารถขึ้นมามีบทบาทเหนือพ่อค้าอื่นๆได้อย่างเบ็ดเสร็จ.

*เรียบเรียงจาก
ทัศนีย์ ขัดสืบ,ชาวจีนลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

บรรณานุกรม
จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548.
ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาการเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512 ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541.
ทนงศักดิ์ วิกุล.การศึกษาการรับรู้ของชุมชนต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมในเขตเมือง : กรณีศึกษา เขตเทศบาลนครลำปาง
วิทยานิพนธ์ ปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม
บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง,2547.

เชิงอรรถ
[1] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548,หน้า 278
[2] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาการเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512 ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541,หน้า 59-64
[3] อ้างแล้ว หน้า 65-72
[4] อ้างแล้ว หน้า 53-54

ชาวจีนในลำปาง (4)



อาคารเยี่ยนซีไท้ลีกี สร้างประมาณ พ.ศ.2461 บริเวณกาดกองต้า เดิมเป็นของตระกูลทิวารี


ธุรกิจการลงทุนและตระกูลจีนที่มีชื่อเสียงในลำปาง
ชาวจีนนั้นขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรเรื่องการค้าขาย ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเมืองที่ควบคู่ไปกับพลังทางการเมือง สังคม และวิถีชีวิตวัฒนธรรม ดังนั้นครานี้จะอธิบายถึงธุรกิจ และกลุ่มตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในเมืองลำปาง โดยพิจารณาประกอบกับการอพยพเข้ามาของชาวจีนในลำปาง ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองระลอกใหญ่ๆด้วยกัน ได้แก่

ระลอกแรก ถือเป็นกลุ่มจีนเก่า สะสมทุนด้วยการค้าขาย อันมีรากฐานมาจากการขนส่งทางน้ำ โดยเรือแม่ปะ(เรือหางแมงป่อง) อาศัยการค้าขาย โดยการนำเข้าสินค้าพวกของใช้จำเป็น และสินค้าสำเร็จรูป อุปกรณ์เครื่องจักรมาจากต่างประเทศ ได้แก่ น้ำมันก๊าด ไม้ขีดไฟ เกลือ สบู่ เครื่องเหล็ก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ด้าย ปลาแห้ง และสินค้าบริโภค อุปโภคต่างๆ สำหรับชาวตะวันตก รวมถึงผลไม้ต่างประเทศ[1] ซึ่งสินค้าส่วนมากจะเป็นผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมของอังกฤษ กิจการดังกล่าวมีทำเลที่ตั้งบนทำเลถนนตลาดจีน(ที่ในอดีตก็มีพ่อค้าอื่นๆเช่น พม่า ไทใหญ่ อินเดียฯลฯ แต่พ่อค้าชาวจีนกลับมีบทบาทมากที่สุดในภายหลัง) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งท่าเรือ ร้านค้า และบ้านพักอาศัยอยู่ในตัว ขณะที่บางรายมีความดีความชอบได้รับการแต่งตั้งมียศถาบรรดาศักดิ์ ตัวอย่างตระกูลใหญ่มีดังนี้

ตระกูลฟองอาภา[2] จีนฟอง เป็นพ่อค้าที่ฐานะมั่งคั่งเนื่องจากได้รับสัมปทานป่าไม้ เป็นเจ้าภาษีนายอากรฝิ่น และสุรา ภายหลังสร้างอาคารฟองหลี ทั้งยังมีความสนิทสนมกับเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ถึงกับได้ตั้งนามสกุลให้ว่า ฟองอาภา เจ้าสัวฟองยังได้สร้างอาคารฟองหลี ราวพ.ศ.2434-2444 นโยบายของรัฐเปลี่ยนระบบการเก็บภาษี ให้ส่วนกลางลงมาควบคุมแทน ทำให้ฐานะไม่มั่งคั่งดังเก่า ทำให้อาคารดังกล่าวเปลี่ยนเจ้าของเรื่อยมา

ตระกูลสินานนท์, ทิพยมณฑล[3] หลวงวานิชกำจร (นามเดิมคือ นายกิมเฉียน แซ่อึ้ง) ทำมาค้าขายเปิดกิจการชื่อ ห้างกิมฮง มีความดีความชอบหลายประการ ได้แก่ มีส่วนร่วมในการปราบเงี้ยว ทั้งยังเป็นผู้บริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณะประโยชน์ ทั้งยังเป็นผู้สร้างวัดเกาะวาลุการาม[4]ด้วย ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น หลวงวานิชกำจร ทั้งยังได้รับพระราชทานนามสกุล สินานนท์ และทิพยมณฑลด้วย ต่อมาได้ทำการสร้างบ้านสินานนท์ เมื่อพ.ศ.2462 โดยช่างกวางตุ้ง




บ้านสินานนท์ สร้างเมื่อพ.ศ.2462 โดย หลวงวานิชกำจร


ตระกูลพานิชพันธ์[5] แม่แดง พานิชพันธ์ ร่วมกับสามีคือ นายเกากี่ พานิชพันธ์(แซ่ฮ้อ) ประกอบธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าและข้าวของเบ็ดเตล็ด ซึ่งนายเกากี่สะสมทุนมาจากการทำงานสร้างทางรถไฟกับนายช่างเยอรมัน จนสามารถเปิดร้านสรรพสินค้าดังกล่าว มีการบันทึกถึงการล่องเรือซื้อ-ขายสินค้าจากกับปากน้ำโพ กรุงเทพฯ ด้วยตัวเองของแม่แดงอย่างพิสดาร ทั้งยังถือว่าเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญของคุ้มหลวงเจ้านายลำปาง มีทรัพย์สินมากมายรวมถึงที่ดินบ้านกาดเมฆกว่า 60 ไร่

ตระกูลพานิชพัฒน์[6] คุณพ่อคำ พานิชพัฒน์ และภรรยาคือ แม่ไหม แซ่ภู่ (บุตรคือ ศาสตราจารย์ ดุสิต พานิชพัฒน์) เดิมค้าขายอยู่บริเวณตลาดจีน ประเภทขนมหวานต่างๆ และขยายการค้ามาเป็นการค้าแบบสรรพสินค้า รวมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมไปถึงการค้าขายทางเรือและสินค้าวัวต่าง

ตระกูลทิวารี[7] เจ้าของในอดีตได้สร้างอาคารเยี่ยนซีไท้ลีกี เมื่อพ.ศ.2461 เพื่อใช้เป็นห้างสรรพสินค้า ซึ่งคาดกันว่าเป็นห้างใหญ่แห่งแรกของลำปาง

ตระกูลบุปผาเจริญ[8] นายเฮินซุน แซ่แห่ว(บุปผาเจริญ) แม่เลี้ยงบุญนาค เคยมีถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดจีน ถือเป็นรุ่นบุกเบิกพ่อค้าผ้า ต่อมาขยายกิจการค้าผ้าเมืองมากขึ้น ก่อนจะขยายตัว จนสามารถเข้ามามีบทบาทกับเศรษฐกิจอย่างสูง ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังมีตระกูลอื่นๆอีกที่ยังไม่มีรายละเอียดนัก ที่ยังต้องสืบและค้นคว้ากันเพิ่มเติมอีก ได้แก่ ตระกูลโรจนศักดิ์ ตระกูลคมสัน ตระกูลเสาจินดารัตน์ ตระกูลเพ็ชรสุวรรณ ฯลฯ จากเนื้อหาเบื้องต้นน่าสังเกตว่า อาคารหลายหลัง สร้างขึ้นหลังการมาถึงของรถไฟแล้ว(รถไฟมาถึงลำปาง พ.ศ.2459) ซึ่งน่าสนใจศึกษาต่อไปว่าพัฒนาการของพื้นที่สบตุ๋ย-รถไฟเข้ามามีบทบาทแทนตลาดจีนอย่างชัดเจนตั้งแต่เมื่อใดกันแน่

คงถึงเวลาแล้วที่ท่านผู้รู้ ผู้อาวุโส และชาวลำปางจะช่วยกันค้น สืบเสาะ ต่อจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ที่สุดในเงื่อนไขของห้วงกาลเวลานี้.


*เรียบเรียงจาก
ทัศนีย์ ขัดสืบ,ชาวจีนลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

บรรณานุกรม

จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548.
ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาการเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512 ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541.
ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์,ย้อนอดีตตลาดจีนลำปาง ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่งศตวรรษ.ลำปาง : จิตวัฒนาการพิมพ์,2544.
ทนงศักดิ์ วิกุล.การศึกษาการรับรู้ของชุมชนต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมในเขตเมือง : กรณีศึกษา เขตเทศบาลนครลำปาง
วิทยานิพนธ์ ปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม
บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง,2547.

เชิงอรรถ
[1] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาการเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512 ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541,หน้า 37
[2] ทนงศักดิ์ วิกุล,อ้างแล้ว หน้า 145
[3] ทนงศักดิ์ วิกุล.การศึกษาการรับรู้ของชุมชนต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมในเขตเมือง : กรณีศึกษา เขตเทศบาลนครลำปาง วิทยานิพนธ์ ปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง,2547,หน้า 150
[4] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์,ย้อนอดีตตลาดจีนลำปาง ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่งศตวรรษ.ลำปาง : จิตวัฒนาการพิมพ์,2544,หน้า 56
[5] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาการเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512,อ้างแล้ว หน้า 38
[6] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์,ย้อนอดีตตลาดจีนลำปาง ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่งศตวรรษ,อ้างแล้ว หน้า 54
[7] อ้างแล้ว หน้า 53
[8] อ้างแล้ว หน้า 55

ชาวจีนในลำปาง (3)




ศาลเจ้าแม่ทับทิม


ภาวะคุกคามจากนโยบายระดับประเทศ

สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึง จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ประชากรชาวจีนในสยามได้ขยายตัวเป็นจำนวนมาก มีบทบาทสูงทางเศรษฐกิจ บางส่วนยังเหตุความวุ่นวายจากการผละงาน การจลาจลจนถึงต้องปราบปรามกันอย่างหนัก ทำให้แม้รัชกาลที่6 เอง ก็ทรงมองอย่างดูแคลน มีอคติและเรียกชาวจีนว่าเป็น “ยิวแห่งบูรพาทิศ” [1] (ซึ่งพระองค์ทรงได้รับอิทธิพลความหวาดกลัวที่ชาวตะวันตกมองจีนอีกทีหนึ่ง) ขณะที่สมัยจอมพล แปลกเองก็สืบทอดความคิดดังกล่าวมาไม่น้อยไปกว่ากัน เริ่มจากการแทรกแซงทางการค้าด้วยการตั้งบริษัทในนามของรัฐบาล จนถึงออกกฎหมายกีดกันคนต่างด้าว(โดยเฉพาะชาวจีน) ถึงกับประกาศเขตหวงห้าม มิให้ชาวต่างด้าวเข้าหลังการประกาศ และเริ่มใช้กับภาคเหนือ เมื่อปลายเดือนมกราคม พ.ศ.2486 ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด อันได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ ชาวจีนนับพันต้องอพยพเคลื่อนย้ายภายในเดือนเมษายน[2]

ความเป็นปึกแผ่นของสถาบันต่างๆในนามชาวจีน
ดังที่กล่าวมาแล้วชาวจีนเข้ามามีบทบาทในเมืองนครลำปาง ระลอกแรก คือบริเวณกาดกองต้า(หรือตลาดจีน) ในระลอกที่สองก็เป็นผลมาจากเส้นทางรถไฟ ตั้งแต่พ.ศ.2459 ขณะที่ชาวจีนมีบทบาทอย่างสูงทางเศรษฐกิจ ก็มีแรงกดดันมิใช่น้อย ฉะนั้นจึงมีการรวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และสร้างสวัสดิการร่วมกันภายในกลุ่ม (ขณะที่ก็ยังมีการแบ่งแยกในกลุ่มภาษาอีก โดยเฉพาะที่โดดเด่นก็คือ ชาวจีนไหหลำ) ดังปรากฏเป็นโครงสร้างและสถาบันต่างๆดังนี้
ศาลเจ้า หรือศาสนสถานของชาวจีน เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ ซึ่งก่อตั้งขึ้นประจำกลุ่มภาษา ได้แก่ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ถ.ทิพย์ช้าง ของชาวไหหลำ สร้างราวๆหลังสงครามโลกครั้งที่2(หลังพ.ศ.2488) ศาลปุงเถ้ากง ของชาวแต้จิ๋วและจีนแคะ(มีบริเวณตลาดจีน ถ.ทิพย์ช้าง สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2436[3] และบริเวณสบตุ๋ย ถ.ประสานไมตรี สร้างราวหลังสงครามโลกครั้งที่2 เช่นกัน)

โรงเรียนจีน
กล่าวกันว่าในระยะแรก ลูกคนจีนในลำปางเรียนภาษาจีนที่ จือป้อเสีย ที่บริษัทจังหวัดลำปางก่อนจะมีโรงเรียน ในพ.ศ.2466 ที่พ่อค้าชาวจีนไหหลำซื้อที่ดินและบริจาคที่ดินสร้างโรงเรียนจีนแห่งแรกในลำปาง เรียกว่า โรงเรียนยกส่าย(ปัจจุบันคือ โรงเรียนมัธยมวิทยา)บริเวณถนนฉัตรไชย อีก 3 ปีต่อมา ชาวจีนแคะ แต้จิ๋ว และกวางตุ้งก็รวมตัวกันตั้งโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งชื่อ โรงเรียนฮั้วเคี้ยว (แปลว่าจีนโพ้นทะเล) หรือ หนานปางกงสิหวาเฉียว หรือ หวาเฉียว หรือ กงลิยิหวา (ปัจจุบันก็คือ โรงเรียนประชาวิทย์) เมื่อพ.ศ.2469 ไม่น้อยหน้ากัน ซึ่งได้รับบริจาคที่ดินจาก ประธานชมรมชาวจีนโพ้นทะเลในลำปางขณะนั้น[4]
อย่างไรก็ตามก็มีความพยายามจะรวมทั้งสองโรงเรียนเข้าด้วยกันช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในที่สุดโรงเรียนทั้งสองก็ถูกสั่งปิดในช่วงสงคราม และโรงเรียนยกส่ายถูกยึดเป็นฐานที่พักพิง[5] จนถึงพ.ศ.2489 พ่อค้าจีนก็ขอเปิดโรงเรียนทั้งสอง โดยรวมเป็นโรงเรียนเดียวกันในนาม โรงเรียนยกฮั้ว หรือโรงเรียนประชาวิทย์(หรือกงลิยิหวา) เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ขณะที่ใช้โรงเรียนยกส่ายเป็นที่ตั้งสโมสรชาวจีน(หวาเฉียวจี้เลาะปู้)ชื่อ สโมสรสหมิตร ในพ.ศ.2495 จึงขอใช้พื้นที่โรงเรียนยกส่าย เป็นที่ตั้งโรงเรียน จึงได้ชื่อว่า โรงเรียนมัธยมวิทยา[6]

จนในที่สุด ความพยายามดังกล่าวก็ปรากฏเป็นเครือข่ายในนาม มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาวิทย์-มัธยมวิทยา เมื่อพ.ศ.2519 องค์กรอื่นๆ



โรงเรียนยกส่าย หรือมัธยมวิทยาในปัจจุบัน

มูลนิธิลำปางสงเคราะห์ เดิมก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2503 บริเวณตรงข้ามโรงแรมร่มศรีทองในปัจจุบัน แต่ได้ย้ายไปตั้งบริเวณถนนสุเรนทร์ เมื่อ พ.ศ.2512 ซึ่งเป็นมูลนิธิกลางของชาวจีนลำปางในทุกกลุ่มภาษา คือ จีนแคะ กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ไหหลำ ซึ่งมีหน้าที่ด้านสาธารณกุศล เช่น ใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลศพหรือบริจาคโลงศพให้คนอนาถา บริจาคสิ่งของสงเคราะห์คนยากไร้ คนไร้ที่พึ่ง[7]

นอกจากนั้นยังมีสมาคม และชมรมอื่นๆอีก(ยังต้องค้นคว้ารวบรวมเพิ่มเติมอีก) เช่น ชมรมฮงสุน ฯลฯ

สุสานจีน ในลำปางมีอยู่ 3 แห่ง
แห่งแรก คือ สุสานพระบาท มีอายุมากกว่า 100 ปี สันนิษฐานว่าเป็นเขตป่าสงวน ชาวจีนจึงได้นำศพมาฝัง ขณะที่รัฐบาล บ้านเมืองก็ไม่ได้เห็นปัญหา แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวจีนอพยพเข้ามามาก จึงขยายพื้นที่ออกไปอย่างมาก ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่มีโฉนด(ได้รับการบอกเล่าว่า กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการขอโฉนดที่ดินอยู่ เมื่อพ.ศ.2548)



สุสานพระบาทของชาวจีน


แห่งที่สอง คือ สุสานจี้หนาน อยู่บริเวณใกล้กับสุสานพระบาท สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2510 เป็นพื้นที่ที่มีใบโฉนดเรียบร้อยแล้ว

ส่วนแห่งที่สาม คือ สุสานจีน ถ.ลำปาง-เด่นชัย สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2517 เป็นพื้นที่ที่มีโฉนดเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

*เรียบเรียงจาก
ทัศนีย์ ขัดสืบ,ชาวจีนลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

บรรณานุกรม
จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548.
ทัศนีย์ ขัดสืบ,”ชาวจีนลำปาง” ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.
สมโชติ อ๋องสกุล.”โรงเรียนจีนในลำปาง : ยกส่าย(มัธยมวิทยา)และกงลิยิหวา(ประชาวิทย์) ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่งศตวรรษ.
ลำปาง : จิตวัฒนาการพิมพ์,2544.

เชิงอรรถ
[1] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548 หน้า 166
[2] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 278
[3] ทัศนีย์ ขัดสืบ,”ชาวจีนลำปาง” ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548,หน้า 2.3.3
[4] สมโชติ อ๋องสกุล.”โรงเรียนจีนในลำปาง : ยกส่าย(มัธยมวิทยา)และกงลิยิหวา(ประชาวิทย์) ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่งศตวรรษ.ลำปาง : จิตวัฒนาการพิมพ์,2544 หน้า 146-147
[5] สมโชติ อ๋องสกุล,อ้างแล้ว หน้า 148
[6] สมโชติ อ๋องสกุล,อ้างแล้ว หน้า 148-149
[7] ทัศนีย์ ขัดสืบ,อ้างแล้ว หน้า 2.3.3

ชาวจีนในลำปาง (2)





ประเทศไทยตอนกลาง แสดงภาพทางรถไฟ แม่น้ำและเมืองสำคัญๆ
[ที่มา : จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2548,หน้า 84]

ชาวจีนในลำปางไม่ได้อพยพมาในคราวเดียว แต่ทยอยเข้ามาในเงื่อนไขที่ต่างกันไป โดยส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากทางทิศใต้อีกทอดหนึ่ง แทบมิได้อพยพจากเมืองจีนมาในคราวเดียว ดังที่กล่าวไปตอนที่แล้วคือ ส่วนใหญ่จะลงเรือมาขึ้นฝั่งที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะขยายตัวไปตั้งหลักแหล่งในบริเวณต่างๆ

เมื่อราวต้นรัตนโกสินทร์ ประชากรจีนในสยามมักอยู่บริเวณเขตชายฝั่งทะเลและบริเวณที่ลุ่มแถบแม่น้ำสายใหญ่ๆ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน มาจนถึงปากน้ำโพ เป็นไปได้ว่า พ่อค้าชาวจีนโพ้นทะเลบางรายได้เข้ามาอยู่ในภาคเหนือแล้ว โดยการค้าแบบกองเกวียนระหว่างเมืองถึงเมือง[1]

เมื่อทางรถไฟมาถึงปากน้ำโพ(นครสวรรค์) พ.ศ.2448 ปากน้ำโพกลายเป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจะอพยพขึ้นเหนือ ในกรณีของลำปางนั้น ใช้การเดินทางมาตามลำน้ำวัง ผ่านเมืองระแหง แล้วขึ้นมาถึงลำปาง และเข้ามารับจ้างเป็นกุลี รับจ้างส่งของ[2] และด้วยความที่ชาวจีนไม่ได้อยู่ในระบบไพร่ ทั้งยังมีสิทธิค้าขายได้ เหมือนกับกษัตริย์ ขุนนาง เจ้าเมือง ยังได้รับการสนับสนุน สิทธิพิเศษทางการค้าจากราชสำนักมาเป็นเวลานาน บ้างก็ว่า เนื่องมาจากรู้จักระเบียบและมารยาทที่ถูกต้องในการเข้าหาเจ้านาย หรือความชำนาญในการต่อรองสินค้า และการเข้าถึงรสนิยมและความต้องการสินค้า ที่สำคัญก็คือ เจ้านายฝ่ายเหนือได้ส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจชาวจีน โดยการให้สิทธิในการผูกขาดภาษีอากรบ่อนเบี้ย[3]

มีการระบุว่า การค้าทางเรือของลำปาง ก่อนรถไฟจะเข้ามามีท่าเรืออยู่ 2 แห่ง คือ ที่ตลาดจีนและลำปางกลาง แต่การค้าขายทางเรือก็มิได้ราบรื่นเนื่องจากว่าต้องฝ่าอุปสรรคมากมาย ได้แก่ ในช่วงฤดูฝนการเดินทางนั้นอันตรายมาก(เพราะน้ำเชี่ยวและมีเกาะแก่ง)ต้องพายเรือให้ใกล้กับต้นไม้ ส่วนในฤดูแล้งแม่น้ำมักจะตื้นเขินและทำให้เดินทางลำบาก หรือแม้แต่ในบางกรณีต้องขี่ม้าเพื่อหลบหลีกโจรที่ปล้นตามแม่น้ำ ถึงขนาดต้องพกปืนกันเลยทีเดียว[4] แม่น้ำวังนั้นในช่วงฤดูน้ำหลากหลังจากฝนตก พ่อค้าสามารถเดินทางไปกรุงเทพฯถึง 2 เที่ยว แต่ในฤดูอื่นๆแม่น้ำวังจะตื้นเขินจนต้องมีการขุดช่องทางให้น้ำไหลในแม่น้ำ เพื่อที่จะนำเรือบรรทุกสินค้าผ่านไปได้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงสูงมาก (ดังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ระยะนั้นสินค้ายุโรปที่ขายที่ลำปางแพงกว่าที่เชียงใหม่)[5]



เรือหางแมงป่อง หรือเรือแม่ปะที่เป็นพาหนะสำคัญในการค้าขายทางน้ำ
[ที่มา : คุณสุวภรณ์ ชูโต]

เส้นทางการค้าผ่านแม่น้ำวังนั้น เป็นเส้นเชื่อมต่อบรรจบแม่น้ำปิงที่ ระแหง(ตากในปัจจุบัน) จากระแหงนั้น พอเรือเข้ามาในลำปางก็ต้องพายถ่อเพราะลำน้ำตื้นเขิน เรือโยงไม่สามารถลากจูงได้[6] สินค้าส่งออกจากลำปางส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูก ได้แก่ หนังสัตว์ ครั่ง ของป่า เมื่อเทียบกับสินค้าเข้าจากกรุงเทพฯ ที่จะเป็นของใช้จำเป็น สินค้าสำเร็จรูป อุปกรณ์เครื่องจักรจากต่างประเทศ แม้กระทั่งสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างผลไม้ต่างประเทศ[7] โดยมีลูกค้าคือ ฝ่ายเจ้านาย ชาวยุโรป คหบดีทั้งหลายในลำปาง[8]

ก่อนหน้านี้ การติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองต่างๆจะอาศัยเส้นทางบก ผ่านทางพ่อค้าวัวต่าง หรือกองเกวียน ชาวไทใหญ่(หรือเรียกกันอย่างดูถูกว่า เงี้ยว) ชาวจีนฮ่อ โดยมีเส้นทางการค้าขายที่เชื่อมโยงตั้งแต่ทางใต้ คือ เมืองมะละแหม่ง(พม่า) ไปถึงทางเหนือ คือ ยูนนาน(จีน) หรือแม้กระทั่งทางตะวันตก คือ หลวงพระบาง(ลาว) อย่างไรก็ตาม ในสมัยต่อมาการค้าขายทางเรือ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนบนความเสี่ยงมิใช่น้อย (แต่แน่นอนว่าก็มีการบันทึกเช่นกันว่า มีแม่ค้าชาวพื้นเมืองลำปาง ที่ทำการค้าขายทางเรือ) เชื่อกันว่า ความคึกคัก รุ่งเรืองของตลาดจีนก็เกิดขึ้นมารองรับความเติบโตใหม่ๆทางน้ำเหล่านี้นี่เอง (อาคารร้านค้าริมน้ำต่างๆ ก็ทำหน้าที่เป็นท่าเรือส่งสินค้าไปในตัว)

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญหนึ่งในยุคต่อมา คือ การเข้ามาของรถไฟ ซึ่งก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจได้อย่างสำคัญ [9]ได้แก่ ประการแรก เปลี่ยนเส้นทางการค้าจากเศรษฐกิจที่เน้นลำปางกับพม่า มาเป็นลำปางกับกรุงเทพฯ และยังลดบทบาทการค้าทางเรือ และพ่อค้าวัวต่างล้อเกวียน ประการที่สอง ช่วยเสริมบทบาทพ่อค้าจีน ในการถ่ายเทชาวจีนมากับขบวนรถไฟอีกมาก ประการที่สาม การขนส่งที่เพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ผลผลิตภาคเกษตรขยายตัวทั้งปริมาณและชนิดผลผลิต ประการที่สี่ ทุนเงินกู้ในลำปางขยายตัวพร้อมการค้า ผู้มีทุนเริ่มสะสมที่ดินเพื่อเก็งกำไร ประการที่ห้า มีผลให้เกิดกิจการอุตสาหกรรมในลำปางและจังหวัดใกล้เคียง

มีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ชาวจีนที่มากับรถไฟจะเป็นพวกแต้จิ๋ว แคะ กวางตุ้งแต่ไม่ใช่พวกไหหลำเนื่องจาก ชาวไหหลำไม่นิยมเป็นกรรมกร ดังนั้นชาวไหหลำจึงทิ้งงานสร้างทางรถไฟเพื่อไปตั้งหลักแหล่งตามเมืองสำคัญใหม่ๆ ดังที่มีคำกล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า “พวกแต้จิ๋วมีความเฉลียวฉลาดในทางการค้ามากกว่า แต่พวกไหหลำเป็นนักเผชิญโชคมากกว่า”[10]



ภาพการสร้างทางรถไฟ ขุนตาน

[ที่มา : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ]

เมื่อคิดดูแล้วปรากฏว่า ใช้เวลาเกือบ 5 ปีหลังจากที่รถไฟมาถึงลำปาง จะสามารถเดินทางลำปางได้ถึงเชียงใหม่ ในพ.ศ.2464[11]ฉะนั้นห้วงเวลาดังกล่าวจึงมีความสำคัญที่ทำให้ลำปางพัฒนาตัวเองศูนย์กลางการค้าสำคัญในระยะหนึ่ง เชื่อว่าในเวลาดังกล่าวจะดึงชาวจีนขึ้นมาด้วยจำนวนไม่น้อย ในการรับจ้างเป็นกรรมกรสร้างทางรถไฟ สร้างทางรถยนต์ไปเชียงราย[12](ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ระบุชัดว่ามีชาวจีนร่วมอยู่ด้วยแต่ก็กล่าวว่ามีแรงงานจาก แพร่ น่าน อีสาน หรือคนกรุงเทพฯ ส่วนจากกรุงเทพฯนี้เองน่าจะเป็นกรรมกรชาวจีนที่เข้ามารับจ้าง) ที่ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ซึ่งในที่สุดก็มีความสามารถในการสะสมทุน และตั้งกิจการร้านค้า ตลอดจนธุรกิจต่างๆขึ้น ปรากฏขึ้นเป็นย่านการค้าสบตุ๋ย-รถไฟ(แม้บางส่วนจะมีพ่อค้าที่อพยพมาจากลำปางกลางมาสมทบด้วยก็ตามที) ที่ต่อมากลายเป็นย่านการค้าหลัก และบดบังรัศมีของย่านตลาดจีนไปในที่สุด

*เรียบเรียงจาก
ทัศนีย์ ขัดสืบ,ชาวจีนลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

บรรณานุกรม
จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548.
ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512,ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541.
มาร์โก วี.พาเทล(แปลโดย เครือมาศ วุฒิกรณ์).ประวัติและพัฒนาการของการค้าขายในลำปาง ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่งศตวรรษ.
ลำปาง : จิตวัฒนาการพิมพ์,2544.
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และวิวรรณ แสงจันทร์,แหล่งโบราณคดียุคดึกดำบรรพ์ที่ประตูผา จังหวัดลำปาง ภาพเขียนสี พิธีกรรม 3,000
ปี ที่ผาศักดิ์สิทธิ์.กรุงเทพฯ : มติชน,2545.
สรัสวดี อ๋องสกุล.ประวัติศาสตร์ล้านนา,กรุงเทพฯ : อมรินทร์,2544.

เชิงอรรถ
[1] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548,หน้า 80
[2] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์.พ่อค้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ : ลำปาง พ.ศ.2459-2512,ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541,หน้า 33-34
[3] มาร์โก วี.พาเทล(แปลโดย เครือมาศ วุฒิกรณ์).ประวัติและพัฒนาการของการค้าขายในลำปาง ใน ลำปางเมื่อห้วงหนึ่ง.ลำปาง : จิตวัฒนาการพิมพ์,2544,หน้า 36-37
[4] มาร์โก วี.พาเทล,อ้างแล้ว หน้า 25-26
[5] มาร์โก วี.พาเทล,อ้างแล้ว หน้า 27
[6] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์,อ้างแล้ว หน้า 36
[7] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์,อ้างแล้ว หน้า 37
[8] มาร์โก วี.พาเทล,อ้างแล้ว หน้า 38
[9] ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์,อ้างแล้ว หน้า 39-40
[10] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 88
[11] สรัสวดี อ๋องสกุล.ประวัติศาสตร์ล้านนา,กรุงเทพฯ : อมรินทร์,หน้า 474
[12] วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และวิวรรณ แสงจันทร์,แหล่งโบราณคดียุคดึกดำบรรพ์ที่ประตูผา จังหวัดลำปาง ภาพเขียนสี พิธีกรรม 3,000 ปี ที่ผาศักดิ์สิทธิ์.กรุงเทพฯ : มติชน,2545,หน้า 15

ชาวจีนในลำปาง (1)





จิตรกรรมอิทธิพลศิลปะจีน ในถ้ำวัดอุโมงค์ เชียงใหม่

ชนชาติจีน มีต้นกำเนิดที่ยาวนานและยิ่งใหญ่ ถึงกับเคยเป็นมหาอำนาจของโลกอยู่ช่วงหนึ่ง(ก่อนที่เหล่าประเทศตะวันตกจะพัฒนาความรู้ความสามารถกลับมายึดจีนได้สำเร็จในเวลาต่อมา) ด้วยความใกล้ชิดจากการติดต่อค้าขาย และการอพยพมาตั้งถิ่นฐาน ณ สยามประเทศ คนจีน”โพ้นทะเล”(หรือเรียกกันว่า หัวเฉียว ที่ผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อ โรงพยาบาลหัวเฉียว และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ) จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของสังคมไทย[1] นับแต่หลังเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310 (แน่นอนว่าขณะนั้นหัวเมืองล้านนาก็ไม่อยู่ในสภาพเป็นเมืองที่เป็นปึกแผ่นเข้มแข็งเท่าใดนักเช่นกัน) แต่ก็มิใช่ว่าวัฒนธรรมจีนมิได้มีบทบาทกับสยามประเทศมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากได้ปรากฏในเทคโนโลยีการผลิตเครื่องสังคโลกในรัฐสุโขทัย หรือแม้แต่อิทธิพลศิลปะสถาปัตยกรรมล้านนาที่คลี่คลายมาจากศิลปะแบบจีน[2]

ในที่นี้ผู้เขียนขอเสียเวลาแวะเล่าเรื่องชาวจีนคร่าวๆก่อน

การเคลื่อนย้ายอพยพของชาวจีน
แม้ว่าชาวจีนจะมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นพ่อค้า รับราชการ หรือแม้กระทั่งเป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช(ที่มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วอยู่ด้วย)[3] แต่อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ ใคร่นำเสนอภาพตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์เป็นหลัก



แผนที่ประเทศจีนบริเวณมณฑลกวางตุ้งและฟูเกี้ยน
[ที่มา : จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์. สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ ,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์, 2548,หน้า 34]

การอพยพเข้ามาในสยามของชาวจีน เกิดขึ้นจากการค้าและเป็นชาวพื้นเมืองจากมณฑลฟูเกี้ยน และกวางตุ้ง (ทางตอนใต้ของจีนที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก)ที่มีความชำนาญในการเดินทะเล ขณะที่เมื่อมองจากปัจจัยภายในของจีนเองก็มีปัญหาการติดต่อขนส่งภายในจีนเอง ทั้งทางบกที่ติดภูเขา และทางน้ำก็ลำบาก จึงบังคับให้ต้องมีการพัฒนาการเดินเรือไปตามชายฝั่งทางภาคใต้ ทำให้การค้าสำเภากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสิ่งที่ตามมา[4] ขณะที่ปัญหาสำคัญของจีนที่หนีไม่พ้นก็คือ ปัญหาทางการเมือง เช่น กบฏไถ้ผิง พ.ศ.2381-2408[5] และภัยธรรมชาติ(ทำให้พืชผลล้มตายผู้คนอดอยาก) ยิ่งเร่งให้เกิดการอพยพมาทำมาหากินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่สยามประเทศค่อนข้างสงบสุข และมีโอกาสในการค้าขายจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง การขยายตัวดังกล่าวมีความต้องการแรงงานอย่างมาก ในขณะนั้นแรงงานชาวสยามเองก็ไม่นิยมทำงานประเภทอื่นนอกจากปลูกข้าว แรงงานทำเหมืองดีบุกทางใต้ โรงสีข้าว โรงเลื่อยไม้ที่กำลังขยายตัว การท่าเรือ การขุดคลอง สร้างทางรถไฟ ซึ่งชาวจีนจะเป็นผู้ให้แรงงานอย่างนี้ได้อย่างดียิ่ง ซึ่งรวมไปถึงการเลี้ยงหมูและปลูกผัก ช่างฝีมือและช่างทำงานอื่นๆ ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนอพยพจากจีนตอนใต้เป็นจำนวนมาก[6]

จีนและกลุ่มภาษาพูดต่างๆ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า แม้จะชื่อว่าจีนเหมือนกัน แต่สำเนียง ภาษาพูดในท้องถิ่นต่างๆย่อมไม่เหมือนกัน(แม้จะใช้ระบบการเขียนเดียวกันก็ตาม) กลุ่มภาษาพูดที่มีบทบาทสำคัญในเมืองไทยมี5 กลุ่มภาษาพูด มีดังนี้ กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ(ฮากกา) ไหหลำ

กล่าวกันว่าชาวจีนในสยามมากกว่าร้อยละ 95 มาจากมณฑลกวางตุ้งและฟูเกี้ยนทางใต้ของจีน[7]
มีข้อสังเกตบางประการของกลุ่มภาษาพูดต่างๆดังนี้[8]
1.ชาวกวางตุ้ง เป็นกลุ่มภาษาพูดที่ใหญ่ที่สุดในจีนตอนใต้ และอาจถือได้ว่าภาษากวางตุ้งเป็น “แบบที่รักษาคุณสมบัติที่สำคัญของจีนโบราณไว้ได้อย่างดีที่สุด”
2.ชาวฮกเกี้ยน อยู่ในบริเวณมณฑลฟูเกี้ยน คำว่า ฮกเกี้ยน เป็นเพียงชื่อเรียกภาษาท้องถิ่นตามชื่อของมณฑล
3.ชาวแต้จิ๋ว ออกเสียงในภาษาท้องถิ่นตามชื่อเรียกของ อำเภอ
4.ชาวจีนแคะ เป็นพวกที่ชอบอพยพเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว กระจายตัวอยู่ทั่วไปในจีนตอนใต้ คำว่า แคะ เป็นภาษากวางตุ้ง สำหรับคำว่า เค่อ-เจีย ซึ่งแปลว่า อาคันตุกะ

จากจีนเข้าสู่สยามประเทศอย่างไร
แรงจูงใจที่สำคัญอีกประการคือ การเดินทางไปมาที่สะดวกขึ้น ความสะดวกของเรือกลไฟ ที่มีกำหนดการอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่อังกฤษสามารถครอบครองและสถาปนาเกาะฮ่องกงได้ภายในปีพ.ศ.2385[9] ทำให้ความสำคัญเดิมของเมืองท่าบริเวณกวางตุ้งลดบทบาทลง



หนังสือ “สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์” โดย จี.วิลเลี่ยม สกินเนอร์ บทอ้างอิงสำคัญที่ผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องชาวจีนในไทยไม่ควรพลาด

การเดินทางด้วยเรือกลไฟเดินทางตามตารางเวลาระหว่างกรุงเทพฯ กับฮ่องกงเริ่มขึ้น ในพ.ศ.2416(สมัยรัชกาลที่5 พ.ศ.2411-2453)[10] จำนวนผู้อพยพเข้ามายังสยามส่วนใหญ่เป็นคนจนเคยเป็นเกษตรกรหรือชาวนาในเมืองจีนมาก่อน และมาสยามเพื่อที่จะทำงานเป็นกรรมกรธรรมดาในชั้นแรก และมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงฐานะทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เป็นแรงกระตุ้นสำคัญสำหรับการอพยพออกมาจากเมืองจีนมายังสยาม[11] ติดตามอ่านตอนหน้า จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของการทำมาหากินและการเคลื่อนย้ายของชาวจีนสู่ภูมิภาคต่างๆ

*เรียบเรียงจาก
ทัศนีย์ ขัดสืบ, ชาวจีนลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

บรรณานุกรม
จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์,2548.

เชิงอรรถ
[1] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์.สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์,กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์,2548,หน้า (18)
[2] อ้างอิงศิลปะจีนในล้านนาซะ
[3] กรุณาอ่าน บทที่1 ศตวรรษต้นๆ : ชาวจีนในสยามโบราณ ใน จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 1-24
[4] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 30
[5] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 32
[6] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 33
[7] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 67
[8] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 37-40
[9] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 47
[10] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 43
[11] จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์,อ้างแล้ว หน้า 67

ชาวไทลื้อในลำปาง (2)



แรงงานรับจ้างทำงานโยธา ชาวไทลื้อ รวมกลุ่มอยู่บริเวณถนนพหลโยธิน ตั้งแต่หน้าโรงเรียนกัลยาณีไปทางสถานีขนส่งจังหวัดลำปาง






สังคมชุมชนไทลื้อ แต่ก่อนนั้นเป็นสังคมที่โดดเดี่ยวออกจาก ตัวเมืองลำปาง ทั้งปัจจัยของระยะทางและอื่นๆ ดังจะกล่าวต่อไป ชาวไทลื้อลำปาง เรียกคนเมืองว่า อิ้ว (ซึ่งหมายถึง คนที่ไม่ใช่ลื้อ) บางทีก็เรียกว่า บ่าเจ้ากอน ที่หมายถึง คนเมืองลำปาง และจะไม่พอใจหากมีใครมาเรียกตนเองว่า ลื้อ หรือ บ่าลื้อ[1] (ผลวิจัยเมื่อราวพ.ศ.2535)



ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ ถ.ลำปาง-แม่ทะ ต.กล้วยแพะ

ความเข้าใจผิดและการปกปิดตัวเอง…
ด้วยความไม่รู้ และไม่พยายามจะเข้าใจกัน ทำให้ชาวไทลื้อถูกมองอย่างดูถูก โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่าชาวไทลื้อเป็นพวก ขี้ตู้ด(โรคเรื้อน) จนถึงขนาดว่า ไม่ยอมซื้อผลิตผลทางการเกษตร จากชาวไทลื้อเลยก็มี[2] จากการสังเกตทั่วไป จะเห็นว่าชาวไทลื้อมักจะไม่เปิดเผยตัวต่อคนทั่วไปว่าตนเป็นใคร มักจะเลี่ยงตอบเมื่อมีคนถาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่ต้องปฏิเสธตัวตนของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันชาวไทลื้อมีสำนึกของตัวตนท้องถิ่นสูงมาก ที่เห็นได้ชัดก็คือ การรักษาวัฒนธรรมภาษาพูดในถิ่นของตน สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ด้วยแรงกดดันดังกล่าว นอกจากทำให้ชาวไทลื้อลำปางมีความรักและสามัคคีในหมู่พวกพ้องสูงแล้ว ชาวไทลื้อจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของตนให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าคนทั่วไป เช่น ความสามารถในการพูดได้หลายภาษา ตั้งแต่ภาษาไทลื้อ คำเมือง ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ทั้งที่ความเป็นอยู่ของผู้คนล้วนมีความแตกต่างหลากหลายอยู่ในตัว สังคมที่มีวุฒิภาวะและจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อสามารถดึงศักยภาพในความอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรม ความคิด เข้ามาสังสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

วิถีชีวิต ชาวไทลื้อ

ศาสนา ความเชื่อของชาวไทลื้อก็ไม่ต่างไปจากคนเมืองทั่วไปนักที่นับถือผี และพุทธ(มีวัดประจำทุกหมู่บ้าน) โดยมีวัดกล้วยหลวงเป็นวัดแรกที่ก่อสร้าง[3] แต่วัดพระธาตุดอยม่วงคำ ถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมของการพบปะกัน โดยเฉพาะในช่วงงานประเพณี แต่ที่น่าสังเกตก็คือ การรับเชื่อ เป็นคริสเตียนของชาวไทลื้อ ถึงกับมีการสร้างโบสถ์ 1 แห่ง คือ คริสตจักร เกียรติการุณ ภาคที่3 ลำปาง ที่บ้านกล้วยหลวง และสุสานคริสเตียน ณ บ้านกล้วยหลวงเช่นกันแต่คนละบริเวณ มีการยืนยันอีกว่า ในสมัยที่คริสเตียนเข้ามาใหม่ๆ ชาวไทลื้อได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เช่น การเข้าเรียนโรงเรียนเคนเน็ตแม็คเคนซี หรือ โรงเรียนวิชชานารี บางคนมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศอีกด้วย[4]

อาหารกิน ชาวไทลื้อลำปาง มีการกินอยู่อย่างง่ายๆ ไม่พิถีพิถัน กินอาหารที่หาได้จากธรรมชาติตามฤดูกาล เช่น หน่อไม้และผักต่างๆรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก แต่ละมื้อจะมีอาหารเพียงอย่างเดียว[5] แม้แต่การแต่งกายของชาวไทลื้อ ในปัจจุบันก็จะคล้ายกับชาวเหนือทั่วไป แต่เดิมนั้น ผู้หญิงจะใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงินหรือดำ รัดรูป ผ่าอก เอวสั้น แขนกระบอก นุ่งซิ่นด้วยผ้าฝ้าย ส่วนทรงผมนิยมเกล้าผม ส่วนชายไทลื้อนิยมนุ่งเตี่ยวสะดอ เสื้อย้อมเมล็ดนิล หรือคราม ปล่อยชายเสื้อยาวถึงหัวเข่า ทรงผมตัดเกรียนที่ท้ายทอย เวลาไปทำงานนิยมสะพายย่ามที่เรียกว่า ถุงปื๋อ[6] แต่ปัจจุบันคงจะต้องไปหาดูในหนังสือหรือพิพิธภัณฑ์เสียแล้ว
การทำมาหากิน อาชีพที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ การรับจ้างทำงานโยธา ที่เรามักพบชายไทลื้อ จอดรถจักรยานพร้อมอุปกรณ์ครบมือ(จอบ ปุ้งกี๋ มีด บางทีก็พกขวานไปด้วย)[7] และนั่งรอการว่าจ้างอย่างสบายอารมณ์ บริเวณถ.พหลโยธิน ช่วงโรงเรียนลำปางกัลยาณี และพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งที่อาชีพอื่นๆของชาวไทลื้อก็มีเช่น การค้าขาย เกษตรกรรม


เครื่องแต่งกายชาวไทลื้อ คาดว่าคงเป็นโอกาสพิเศษหรือผู้มีอันจะกิน

เล่าลือกันว่า ชาวไทลื้อเวลาต้องการซื้อรถใหม่ บางคนซื้อเงินสดด้วยซ้ำ หรือเวลาที่จะซื้อไม่จำเป็นต้องวางเงินดาวน์ เพราะว่าน้อยรายนักที่จะถูกยึดคืน จึงได้รับความเชื่อถือจากบริษัทขายรถยนต์(งานวิจัยเมื่อพ.ศ.2535)[8]

การนิยามตัวตนขึ้นใหม่…
กระนั้นเองตัวตนของกลุ่มคนต่างๆ มิได้ปรากฏอย่างตายตัว เหมือนที่ได้ระบุไว้อย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การแสดงตัว และการเลือกที่จะใช้ชีวิตยังอยู่กับความเชื่อ และโลกทัศน์ของสังคม ไปจนถึงคนๆหนึ่งด้วย จุดสำคัญหนึ่งก็คือ การที่ชาวไทลื้อลำปางสามารถจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อลำปาง และสามารถจัดงานเทศกาลประเพณีที่ยิ่งใหญ่เป็นหน้าเป็นตา คืองานล่องสะเปาชาวไทลื้อ[9] ซึ่งจัดช่วงก่อนงานยี่เป็งของคนเมืองลำปาง รวมไปถึงงานขึ้นพระธาตุดอยม่วงคำ เมื่อเดือนเก้า (เหนือ)ประมาณเดือน มิถุนายน[10]นอกจากจะเป็นการชูสัญลักษณ์ความโดดเด่นทางวัฒนธรรมทางประเพณีแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจภายในถึงตัวตน อัตลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องปิดตัวเองเหมือนในอดีต


*เรียบเรียงจาก
ธิดารัตน์ ไชยยาสืบ,ชาวไทลื้อลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.

บรรณานุกรม
ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ.การศึกษาหมู่บ้านไทลื้อในจังหวัดลำปาง.ลำปาง : ศูนย์วัฒนธรรม วิทยาลัยครูลำปาง,2535.
ธิดารัตน์ ไชยยาสืบ,”ชาวไทลื้อลำปาง” ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์,2548.

เชิงอรรถ
[1] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ.การศึกษาหมู่บ้านไทลื้อในจังหวัดลำปาง.ลำปาง : ศูนย์วัฒนธรรม วิทยาลัยครูลำปาง,2535,หน้า 133
[2] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ,อ้างแล้ว,หน้า 133
[3] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ,อ้างแล้ว,หน้า 23
[4] อนิรุทธิ์ อินทิมา,สัมภาษณ์ 2548.
[5] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ,อ้างแล้ว,หน้า 26
[6] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ,อ้างแล้ว,หน้า 25-26
[7] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ,อ้างแล้ว,หน้า 131
[8] ประชัน รักษ์พงษ์ และคณะ,อ้างแล้ว,หน้า 129
[9] ธิดารัตน์ ไชยยาสืบ,ชาวไทลื้อลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548,หน้า
[10] ธิดารัตน์ ไชยยาสืบ,อ้างแล้ว,หน้า 2.2.7